จำนวนนักศึกษาต่างชาติที่ลดลงช่วงโควิด กระทบชาติชั้นนำด้านการศึกษา

ชาติชั้นนำด้านการศึกษาเจ็บหนัก นักศึกษาต่างชาติที่เป็นแหล่งหารายได้ หดหายจากมาตรการการปิดพรมแดนควบคุมโรคโควิด-19
การที่มหาวิทยาลัยมีจำนวนนักศึกษาต่างชาติลดลงครึ่งหนึ่ง ทำให้สูญรายได้ในการสนับสนุนงานวิจัย นำไปสู่การยกเลิกงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ที่สำคัญเพื่อประหยัดงบประมาณ นอกจากนี้ยังกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งพารายได้จากนักศึกษาต่างชาติ

คาดปลายปีนี้สัญญาณดีขึ้น หลายประเทศเริ่มวางแผนเปิดพรมแดนต้อนรับชาวต่างชาติ หลังสถานการณ์โควิดเริ่มบรรเทา ท่ามกลางการเดินหน้าฉีดวัคซีน ซึ่งจะเปิดทางให้เกิดการเดินทางเพื่อการศึกษาอีกครั้ง

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ทำให้การเดินทางทั่วโลกเป็นอัมพาต ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในประเทศทั่วโลกแล้ว อีกหนึ่งภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบคือ ภาคการศึกษา หลังจากที่ประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีระบบการศึกษาชั้นนำของโลกต้องประสบปัญหาขาดแคลนนักศึกษาต่างชาติ ซึ่งถือเป็นรายได้สำคัญของมหาวิทยาลัย กระทบไปจนถึงจำนวนงานวิจัยที่ลดลง ยังไม่นับรวมการศึกษาที่ต้องเปลี่ยนไปทำการเรียนการสอนออนไลน์ โดยในบางประเทศนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้นักศึกษาต่างชาติเดินทางกลับบ้านเกิด จนถึงขณะนี้พรมแดนระหว่างประเทศยังคงปิดเพื่อป้องกันโรคโควิด-19 ทำให้มีการคาดการณ์ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการขาดแคลนนักศึกษาต่างชาตินั้นอาจกินระยะเวลานานไปถึงปี พ.ศ.2571

ผลกระทบจากการที่นักศึกษาต่างชาติในประเทศอังกฤษลดลงนั้น ได้เริ่มส่งผลกระทบมาตั้งแต่เริ่มมีการแพร่ระบาดในช่วงแรก ขณะที่นักวิจัยพยายามทำงานวิจัยท่ามกลางการแพร่ระบาด มหาวิทยาลัยชั้นนำในอังกฤษได้เตือนว่า การที่มหาวิทยาลัยมีจำนวนนักศึกษาต่างชาติลดลงครึ่งหนึ่ง ทำให้สูญรายได้ในการสนับสนุนงานวิจัย นำไปสู่การยกเลิกงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ที่สำคัญเพื่อประหยัดงบประมาณ โดยพบว่ามหาวิทยาลัยส่วยใหญ่มีจำนวนนักศึกษาต่างชาติลดลง 80-100 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับจำนวนของนักศึกษาต่างชาติรายปีปกติ ส่งผลกระทบอย่างแสนสาหัสต่อรายได้ของมหาวิทยาลัย โดยสถาบันอุดมศึกษาบางแห่งได้เตรียมรับมือกับการสูญเงินมูลค่ากว่า 100 ล้านปอนด์ หรือราว 4,300 ล้านบาท

ด้านนิค ฮิลแมน ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายอุดมศึกษาชี้ว่า เงินทุนที่เพียงพอนั้นมีส่วนทำให้สหราชอาณาจักรก้าวสู่เป็นชาติที่มีผลงานวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ แต่หากไม่มีนักศึกษาต่างชาติ แนวคิดดังกล่าวก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ขณะเดียวกันได้มีการตั้งขอสังเกตว่า หากมหาวิทยาลัยไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล อาจไม่สามารถดำเนินงานต่อไปได้ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่ไม่มีทุนสำรอง ซึ่งการช่วยเหลือจากรัฐบาลเปรียบเสมือนการซื้อเวลาให้แก่มหาวิทยาลัยดำเนินงานต่อไปได้

ส่วนที่ประเทศออสเตรเลียไม่ใช่แค่มหาวิทยาลัยเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่ธุรกิจในเมืองที่เคยมีนักศึกษาต่างชาติเข้าจับจ่ายใช้สอยก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยเมืองแอดิเลด เมืองหลวงของรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนนักศึกษาต่างชาติ โดยพบว่าก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เมืองแห่งนี้มีประชากรนักศึกษามากกว่าหนึ่งส่วนสี่ของจำนวนประชากรทั้งหมด ทำให้ปัญหาขาดแคลนนักศึกษาต่างชาติถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงครั้งใหญ่ที่กระทบเศรษฐกิจของเมือง

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติของออสเตรเลียที่รวบรวมในปี 2559 ชี้ว่า 27 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนประชากรเมืองแอดิเลดนั้นเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย แต่เมื่อมาตรการปิดพรมแดนมีผลบังคับใช้ ทำให้นักศึกษาไม่สามารถเข้าประเทศออสเตรเลียได้ ทำให้พิธีรับปริญญาบัตรถูกเลื่อน ซึ่งจะส่งผลระยะยาวต่อเศรษฐกิจออสเตรเลียและมหาวิทยาลัยทำให้บรรยากาศร้านอาหารและที่พักนั้นเงียบเหงา

ขณะเดียวกันมีการคาดการณ์ว่าตัวเลขนักศึกษาต่างชาติของมหาวิทยาลัยในรัฐวิกตอเรียนั้นจะกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งในปี 2028 โดยตัวเลขการสมัครเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษานั้นลดลงถึง 41 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2019 และลดลง 33 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า

การศึกษาในระดับอุดมศึกษาของรัฐวิกตอเรียนั้นถือเป็นการส่งออกในด้านการบริการที่สำคัญของรัฐ และมีเงินสะพัด 13,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 404,202 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ศาสตราจารย์เอียน มาร์ติน จากมหาวิทยาลัยดีคิ่น ระบุว่า รัฐบาลกลางนั้นล้มเหลวในการวางแผนเพื่อให้นักศึกษาต่างชาติกลับมาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย และทำให้สถานศึกษาของออสเตรเลียเสียนักศึกษาต่างชาติให้แก่ประเทศคู่แข่ง เช่น สหราชอาณาจักร หรือแคนาดา

แต่ความหวังในการกลับมาต้อนรับนักศึกษาต่างชาตินั้นอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ซึ่งสิ่งสำคัญคือการเร่งฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ที่จะเปิดทางให้เกิดการเดินทางเพื่อการศึกษาอีกครั้ง ในสหรัฐอเมริกาหลังจากที่ได้เดินหน้าฉีดวัคซีนก็เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น โดยมหาวิทยาลัยหลายแห่งตั้งเป้าต้อนรับนักศึกษาต่างชาติ โดยสถิติจากสถาบันการศึกษานานาชาติชี้ว่า มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่เตรียมต้อนรับนักศึกษาต่างชาติ ซึ่ง 86 เปอร์เซ็นต์ ได้วางแผนการเรียนการสอนแบบตัวต่อตัวในช่วงฤดูใบไม้ผลิปีนี้ ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงหลังจากที่สถานการณ์การแพร่ระบาดในสหรัฐอเมริกาเริ่มดีขึ้น ขณะที่ตัวเลขประชาชนที่ได้รับการฉีดวัคซีนนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่ก่อนหน้านี้สหรัฐอเมริกาต้องเผชิญกับตัวเลขนักศึกษาต่างชาติที่ลดลงถึง 600,000 ราย

ขณะที่รัฐบาลออสเตรเลียภายใต้ นายสกอตต์ มอร์ริสัน เตรียมผ่านแผนในการอนุญาตให้นักศึกษาต่างชาติกลับเข้าออสเตรเลีย โดยรัฐวิกตอเรียตั้งเป้าเปิดรับนักเดินทาง 120 รายต่อสัปดาห์ รวมถึงนักศึกษาต่างชาติที่ต้องกักตัวหลังเดินทางเข้าประเทศ ซึ่งแผนการดังกล่าวจะต้องไม่กระทบต่อรายจ่ายของออสเตรเลีย ส่วนรัฐนิวเซาท์เวลส์ตั้งเป้าต้อนรับนักศึกษาต่างชาติ 250 คน ทุกๆ 2 สัปดาห์ ตั้งแต่ช่วงกลางปีเป็นต้นไป.

Posted in new